บล็อคนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอนรายวิชาอินเตอร์เน็ตในชีวิตประจำวัน(00012006)มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2554


โบราณสถานกลุ่มปราสาทตาเมือน

อำเภอพนมดงรัก จ.สุรินทร์
โบราณ สถานกลุ่มปราสาทตาเมือน ตั้งอยู่ที่บ้านหนองคันนา ตำบลตาเมียง เป็นโบราณสถานแบบขอม 3 หลัง ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน ติดแนวชายแดนประเทศไทยและกัมพูชา ปราสาทตาเมือน เป็นสิ่งก่อสร้างที่เชื่อว่าคือที่พักคนเดินทางแห่งหนึ่งใน 17 แห่งที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มหาราชองค์สุดท้ายแห่งเมืองพระนครโปรดให้สร้างขึ้นจากเมืองยโสธรปุระ เมืองหลวงของอาณาจักรขอมโบราณไปยังเมืองพิมาย ปราสาทตาเมือนสร้างด้วยศิลาแลงเช่นเดียวกับโบราณสถานสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่พบในดินแดนประเทศไทย มีลักษณะเป็นปรางค์องค์เดียวมีห้อยยาวเชื่อมต่อมาทางด้านหน้า ผนังด้านหนึ่งปิดทึบ แต่สลักเป็นหน้าต่างหลอก ส่วนอีกด้านมีหน้าต่างเรียงกันโดยตลอด เคยมีผู้พบทับหลังเป็นรูปพระพุทธรูปปางสมาธิในซุ้มเรือนแก้ว 2-3 ชิ้น

ปราสาทตาเมือนโต๊ด เป็นอโรคยาศาล สร้างขึ้นในพืทธศตวรรษที่ 18 ยังคงสภาพเกือบจะสมบูรณ์ ประกอบด้วยปรางค์ประธานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีมุขยื่นทางด้านหน้า ก่อด้วยศิลาแลงและหินทราย มีบรรณาลัยอยู่ทางด้านหน้าเยื้องไปทางขวาขององค์ปรางค์ ล้อมรอบด้วยกำแพงก่อศิลาแลงเช่นเดียวกัน มีซุ้มประตู (โคปุระ) อยู่ด้านหน้า คือ ด้านทิศตะวันออกเพียงด้านเดียว นอกกำแพงด้านหน้ามีสระน้ำเช่นเดียวกับอโรคยาศาลแห่งอื่น ๆ ตรงห้องกลางของโคปุระได้พบศิลาจารึก 1 หลัก จารึกด้วยอักษรขอมภาษาสันสกฤต เป็นจารึกซึ่งพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โปรดให้สร้างไว้ประจำอโรคยาศาลแห่งนี้ มีข้อความเช่นเดียวกับจารึกที่พบที่อโรคยาศาลแห่งอื่น ๆ คือ กล่าวนมัสการพระพุทธเจ้าพระไภษัชยคุรุไวฑูรยะ ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ผู้ประทานความไม่มีโรคแก่ประชาชนผู้นับถือ และกล่าวถึงการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ประจำสถานพยาบาลในแผนกต่าง ๆ เช่น แพทย์ ผู้ดูแลสถานพยาบาล ปัจจุบันจารึกหลักนี้เก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติท่าวาสุกรี
ปราสาทตาเมือนธม อยู่ถัดจากปราสาทตาเมือนโต๊ดไปทางทิศใต้ประมาณ 200 เมตร เป็นปราสาทขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มปราสาทตาเมือน บนแนวเทือกเขาบรรทัด ประกอบด้วยปรางค์สามองค์ มีปรางค์ประธานขนาดใหญ่ที่สุดอยู่ตรงกลาง ปรางค์อีกสององค์อยู่ถัดไปด้านหลังทางด้านขวาและซ้าย ปรางค์ทั้งสามองค์สร้างด้วยหินทรายหันหน้าไปทางทิศใต้ ที่ปรางค์ประธานมีลวดลายจำหลักที่งดงาม แม้ว่าจะถูกลักลอบทำลายและทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ทางด้านตะวันออกและตะวันตก มีวิหารสองหลังสร้างด้วยศิลาแลง อาคารทั้งหมดมีระเบียงคดซึ่งสร้างด้วยหินทรายล้อมรอบ มีโคปุระทั้งสี่ด้าน โคปุระด้านใต้มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีบันไดทางขึ้นจากเชิงเขาด้านนั้น นอกระเบียงคดทางด้านทิศเหนือมีสระน้ำ และที่ลานริมระเบียงคดทางมุขด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้มีศิลาจารึกภาษาขอม กล่าวถึงชื่อ พระกัลปกฤษณะ จึงสันนิษฐานได้ว่า โบราณสถานแห่งนี้คงจะสร้างขึ้นเนื่องในศาสนาพราหมณ์ จากลักษณะทางสถาปัตยกรรมและลวดลายจำหลักต่าง ๆ ทำให้ทราบได้ว่า โบราณสถานแห่งนี้คงจะสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 16 ซึ่งเก่าแก่กว่าโบราณสถานอีกสองแห่งในกลุ่มปราสาทตาเมือน

การเดินทางจาก จังหวัดสุรินทร์ ใช้ทางหลวงหมายเลข 214 ผ่านอำเภอปราสาท แยกไปตามทางหลวงหมายเลข 2121 ที่จะไปอำเภอบ้านกรวดประมาณ 25 กิโลเมตร มีทางแยกที่บ้านตาเมียง ไปอีก 13 กิโลเมตร
เนื่องจากโบราณสถานกลุ่มนี้ อยู่ใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชาและสภาพถนนยังเป็นลูกรังขรุขระ นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้าไปชมควรคำนึงถึงความปลอดภัยในบริเวณดังกล่าว โดยสอบถามข้อมูลจากหน่วยงานทหารที่ดูแลพื้นที่ก่อนเดินทางเข้าไปด้วย
ระยะทางจากอำเภอเมืองไปอำเภอต่าง ๆ

อำเภอเมือง - อำเภอปราสาท 28 กิโลเมตร             อำเภอเมือง - อำเภอสังขะ 49 กิโลเมตร
อำเภอเมือง - อำเภอศรีขรภูมิ 34 กิโลเมตร             อำเภอเมือง - อำเภอสำโรงทาบ 54 กิโลเมตร
อำเภอเมือง - อำเภอจอมพระ 26 กิโลเมตร            อำเภอเมือง - อำเภอท่าตูม 51 กิโลเมตร
อำเภอเมือง - อำเภอชุมพลบุรี 91 กิโลเมตร            อำเภอเมือง - อำเภอรัตนบุรี 70 กิโลเมตร
อำเภอเมือง - อำเภอสนม 49 กิโลเมตร                   อำเภอเมือง - อำเภอกาบเชิง 58 กิโลเมตร
อำเภอเมือง - อำเภอบัวเชด 70 กิโลเมตร                อำเภอเมือง - กิ่งอำเภอลำดวน 26 กิโลเมตร
อำเภอเมือง - กิ่งอำเภอเขวาสินรินทร์ 18 กิโลเมตร
อำเภอเมือง - กิ่งอำเภอพนมดงรัก 32 กิโลเมตร

ทางรถไฟ
จากสถานีรถไฟกรุงเทพฯ ( หัวลำโลง ) มีรถธรรมดา รถเร็ว รถด่วน รถด่วนพิเศษ สายกรุงเทพฯ -อุบลราชธานีแวะจอดที่จังหวัดสุรินทร์
และขบวนรถดีเซลราง กรุงเทพฯ - สุรินทร์ระยะทางเพียง 420 กิโลเมตรสอบถามรายละเอียดได้ที่ การรถไฟแห่งประเทศไทย

โทร. 2237010, 2237020

ทางรถโดยสารประจำทาง
จากกรุงเทพฯ มีรถโดยสารประจำทาง ( บขส ) ทั้งรถธรรมดา รถปรับอากาศชั้น 1 และ รถนอน VIPออกจากสถานีขนส่งสาย
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือใหม่ ( ขนส่งหมอชิตใหม่ ) ทุกวัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมงเท่านั้น ติดต่อขอทราบรายละเอียดได้ที่

โทร. 2710101-5 ( รถธรรมดา )และ โทร. 2794484-7 ( รถปรับอากาศ )

การเดินทาง


ทางรถยนต์
ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1 ( ถนนพหลโยธิน ) แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 2 ( ถนนมิตรภาพ )ที่จังหวัดสระบุรี เมื่อถึงอำเภอสีคิ้ว
จังหวัดนครราชสีมา จะมีเส้นทางให้ท่านเลือก 2 เส้นทาง เส้นทางแรกเป็นเส้นทางโชคชัย-เดชอุดม ( ทางหลวงหมายเลข 24 ) ผ่านอำเภอนางรอง
จังหวัดบุรีรัมย์ ผ่านอำเภอปราสาทจากอำเภอปราสาทแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 214 ตรงเข้าตัวจังหวัดสุรินทร์รวมระยะทางทั้งสิ้น
450 กิโลเมตร อีกเส้นทางตรงเข้าตัวจังหวัดนครราชสีมา วิ่งไปตามทางหลวงที่จะไปอำเภอด่านเกวียน ก่อนออกจากตัวเมืองนครราชสีมานั้น
ให้เลี้ยวซ้ายเข้าอำเภอห้วยแถลง ตรงเข้าจังหวัดบุรีรัมย์เพื่อวิ่งเข้าสู่จังหวัดสุรินทร์

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

เรื่องของช้าง


๑๓ เดือนมีนาคมของทุกปี ถือว่าเป็นวันช้างไทย ปีนี้จัดเป็นครั้งที่ ๒ หลังจากในปีที่แล้ว
ผมได้เข้าร่วมสัมมนาด้วยที่โรงแรมทองธารินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ในเดือนนี้เช่นกันหาก
ใครที่ติดตามดูเคเบิลทีวีและสนใจเรื่องราวของช้าง ก็คงจะไม่พลาดการติดตามชมสารคดี
ระดับโลก เกี่ยวกับการขุดซากช้างแมมมอธ
ดูข่าว  เห็นควาญช้างและช้างเดินขบวนในกรุงเทพก็่อดใจหายไม่ได้ ใช่...ไม่มีใครเข้าใจและเห็นใจพวกเขา แม้แต่คนสุรินทร์ด้วยกันเอง...และผมได้เขียนเรื่องราวเหล่านี้เมื่อ ๕ ปีที่ผ่านมาทุกวันก็ยังมีปัญหาเหมือนเดิม
"จากป่าสู่เมืองนะครับ"   ซึ่งผมทำ link ไว้


เสียดายที่พวกเราเกิดไม่ทันยุคไดโนเสาร์ ไม่งั้นคงได้เห็นอะไรดีๆ มาเล่าสู่
กันฟังอีกมากมายก่ายกอง (แต่บ้านเราก็ยังมีคนมีความคิดแบบไดโนเสาร์
อีกเยอะ...ฮา) ยุคที่ไดโนเสาร์ครอบครองผืนพิภพนั้น ว่ากันว่ามีสัตว์ประเภท
เลี้ยงลูกด้วยนมเกิดขึ้นแล้วเช่นกัน...ทำไมถึงรู้ทราบไหมครับ...

ก็พวกนักวิทยาศาสตร์ไงครับ ได้ขุดค้นพบซากฟอสซิลของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (ไม่ใช่คนแน่)
และพิสูจน์ด้วยหลักวิทยาศาสตร์พบว่า...ซากนั้นมีอายุถึง....๑๘๐ ล้านปี โอ้โห...อะไรจะขนาดนั้น แต่นั่นก็เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดเล็ก ถ้าเทียบกับขนาดของเจ้าไดโนเสาร์
แต่จะว่าไปก็น่าสงสารเจ้าสัตว์ที่ว่านะครับ เพราะตามตำราเขาบอกว่ามันต้องอยู่แบบหลบๆ
ซ่อนๆ เพราะกลัวไดโนเสาร์จะเอาไปกินนะสิครับ แต่ว่ามันก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้หลายสิบล้านปี
ทีเดียว...แต่ช้าก่อน ไม่ใช่มันมีอายุหลายสิบล้านปีนะ มันดำรงเผ่าพันธุ์ต่างหาก

ช่วงเวลาถัดมานี่เอง ก็เป็นช่วงที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้พัฒนาตัวเองให้มาเป็นผู้ครองโลก
แทน...และรู้ไหมครับว่าเจ้าสัตว์ที่ว่านั่นก็คือบรรพบุรุษของ "ช้าง" ในปัจจุบันนี่เองฮะฮ่าโชคเป็นของเจ้าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ว่านี้ เมื่อมาถึงยุคที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ จะด้วยเหตุใด
มิอาจทราบได้ แต่ว่ากันว่าตอนนั้นมีลูกอุกกาบาตขนาดยักษ์ พุ่งเข้ามาชนโลก...ตูมมมมม ...
เสียงดังสนั่น(ไม่)หวั่นไหว เกิดหมอกควันปกคลุมโลกไปนานแสนนาน ทำให้ไดโนเสาร์ปรับตัว
ไม่ทันสูญพันธุ์ไปจนเกือบหมด ที่เหลือก็ปรับเปลี่ยนแปลงโครงสร้างร่างกายต่างๆ เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดต่อไป หรือสาเหตุอีกประการหนึ่งอาจจะมาจากภูเขาไฟระเบิดก็เป็นได้...




จากการขุดค้นซากฟอสซิลของนักวิทยาศาสตร์ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๔๔-๒๔๗๗ ในแถบ
ประเทศอียิปต์ ที่บริเวณทะเลสาบโบราณชื่อว่า "ทะเลสาบโมเออริส" (Moeris) ซึ่ง
อยู่ทางใต้ของกรุงไคโรลงมาประมาณ ๕๗ ไมล์...และพบซากฟอสซิลของบรรพบุรุษ
ช้างโบราณ...จึงได้ตั้งชื่อให้ตามสถานที่ที่ขุดพบนี้ว่า "โมเออธิเทอเรียม"





เป็นยังไงเห็นหน้าตาของบรรพบุรุษช้างแล้ว ไม่ค่อยเหมือนเท่าไรนัก ดูคล้ายสุกรหรือหมู
น้อยธรรมดาเสียมากกว่า และตัวค่อนข้างเล็ก หากวัดจากไหล่ถึงปลายเท้าจะสูงเพียง ๒ ฟุตและไม่มีงวงชัดเจนเหมือนช้างในปัจจุบัน แต่จากการศึกษาและวิเคราะห์แล้วนักวิทยาศาสตร์ก็ชี้ชัดลงไปว่า โมเออธิเทอเรียม นี่แหละที่เป็นบรรพบุรุษของช้างแน่นอน เนื่องจากมีขากรรไกรบนที่พัฒนาให้ใหญ่พอสมควร มีงาเล็กๆ งอกออกมาจากขากรรไกรล่าง ซึ่งเป็นลักษณะของช้างโบราณบางชนิดในระยะหลังๆ ยังๆ ไม่หมด ยังพออีกว่า หัวกะโหลกของช้างตัวนี้ยังมีโพรงอากาศเหมือนช้างสุรินทร์ ส่วนโครงสร้างอื่นๆ ก็คล้ายคลึงกันหลายประการ ที่แน่ชัดที่สุดคือเลี้ยงลูกด้วยนม

หากไม่สงสัย ย่อมไม่ใช่วิสัยของนักวิทยาศาสตร์ ว่าแล้วพวกเขาก็พากันสันนิษฐานต่อไปว่า
เมื่อ ๖๐ ล้านปีที่ผ่านมา บรรพบุรุษของช้างนี้ชอบอาศัยอยู่บริเวณที่ลุ่มริมน้ำเอาเป็นว่าตรงไหน
ชื้นแฉะละเป็นอันไช้ได้ มิน่าช้างปัจจุบันก็ชอบเล่นน้ำเช่นกัน

และยังเชื่อกันอีกว่า ช้างในยุคแรกๆ เกือบทั้งหมด มีถิ่นพำนักพักอาศัยอยู่ในทวีปอาฟริกา
ในปัจจุบัน เนื่องจากการขุดค้นพบซากของช้างในบริเวณนั้นมากเหลือเกิน จนกระทั่งต้นสมัย
"ไมโอซีน" (Miocene) หรือเมื่อ ๒๖ ล้านปีมาแล้ว ช้างทั้งหลายแหล่จึงได้อพยพโยกย้ายไปยัง
ที่อื่นของโลกบ้าง ซึ่งนำไปสู่การปรับตัวแยกสายพันธุ์ไปตามสภาพแวดล้อมของช้างแต่ละกลุ่มที่ไปตั้งถิ่นฐานทำมาหากิน (ดูไปก็ไม่ต่างจากคนในปัจจุบันเท่าไร)

จุดสำคัญอีกแห่งหนึ่งคือทวีปเอเชีย ซึ่งในอดีตกาลนานมาแล้ว แผ่นดินทั้งหลายยังเชื่อมเป็นผืน
เดียวกันอยู่ (ยกเว้นทวีปออสเตรเลียกับแอนตาร์ติก) ช้างและสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนที่ได้ในสมัยนั้นจึงสามารถเดินทางไปได้ทุกหนแห่ง นอกจากอาฟริกาและเอเชียแล้ว ยังมีช้างในแถบทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือก็มีสัตว์สกุลช้างเข้าไปตั้งรกรากอยู่เช่นกัน พอแผ่นดินเกิดการแยกตัวทำให้ทวีปต่างๆ แยกออกจากกัน อันหมายถึงการสิ้นสุดการเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างกัน

จากยุคไมโอซีน เรื่อยมา สัตว์จำพวกช้างก็ได้แตกหน่อขยายพันธุ์ไปอย่างไม่หยุดยั้ง ครั้นพอ
ถึงยุค โมโลซีน (Molocene) หรือเมื่อประมาณ ๑๐,๐๐๐ ปีก่อน ช้างเหล่านี้กลับเหลืออยู่เพียง
๒ ชนิดคือช้างอาฟริกากับช้างเอเชีย โดยที่ก่อนหน้านี้ ช้างแมมมอธ (Mammoth) ที่กำลังเป็น
ข่าวฮือฮาไปทั่วโลกว่าจะมีการโคลนนิ่งจากซากที่ขุดพบ ได้สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว


อาจเป็นความบังเอิญหรือเรื่องเหลือเชื่อก็ว่าได้ ทันทีที่ผมจะลงมือทำเว็บไซต์เกี่ยวกับ
ช้าง มีอันต้องได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องช้าง ชนิดที่ผมเองก็ยัง "งงง ง"
อยู่เหมือนกัน เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังคร่าวๆ....
ผมตั้งใจจะค้นคว้าเกี่ยวกับช้างมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๖ มีเอกสารอะไรเกี่ยวกับช้างก็เก็บๆ เอาไว้ แต่ยังไม่ได้ใช้งานมันสักที พอมาปีนี้จะลงมือเขียนข้อมูลก็หลั่งไหลเข้ามาจนจับต้นชนปลายไม่ถูก...ก่อนกลับมาเลือกตั้ง สว. ผมไปเจอเพื่อนเก่าแก่สมัยมัธยมนู้นที่หมอชิต เดี๋ยวนี้ทำงานเป็น NGOอยู่เขาใหญ่ สมัยที่เธอไปเรียนธรรมศาสตร์ผมอยู่รามคำแหง ก็ได้ยินข่าวเธอออกประท้วงเพื่อคนด้อยโอกาสเป็นส่วนใหญ่ พอเรียนจบก็ได้ทำงานตามที่ตนชอบ...เลยได้นั่งรถกลับมาด้วยกันพอดีแฟนเธอมาส่ง ก็ถามไถ่ไปมา...บิงโก...มันบังเอิญอย่างเหลือหลาย แฟนเพื่อนผมคือหัวหน้าโครงการวิจัยช้างป่าที่กุยบุรี...ก็ได้พูดคุยเรื่องช้างกันพอหอมปากหอมคอ...
กลับมาถึงบ้านที่ศีขรภูมิ หลังวันเลือกตั้งไปกินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านแถวๆ ปราสาทศีขรภูมิ หยิบหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันอาทิตย์ที่ ๕ มีนาคม ๒๕๔๓ ในร้านมาอ่าน เจอสกู๊ปพิเศษเรื่องแมมมอธอีกใน "ไทยรัฐ ซันเดย์สเปเชียล" ก็เลยขอหนังสือพิมพ์หน้านั้นมาเลย ก็เอามาประกอบการเขียนนี่แหละ เผลอๆ ก็เหมือนลอกทำรายงานส่งครูเลย (ไม่ว่ากันนะครับ)



จากเอกสารและตำราที่ผมมีอยู่บอกว่าเจ้าแมมมอธช้างโบราณที่เพิ่งสูญพันธุ์ไปนั้นเป็นลูกหลานของช้างกลุ่ม "สเตโกดอน" (Stegodont) แต่ก่อนที่จะมาว่าถึงรายละเอียดเรามาดูสายพันธุ์ของช้างอื่นๆ ก่อนจะได้ทราบที่มาที่ไปกันบ้าง


๑. ไดโนเทอเรส (Dinotheres) เป็นสายพันธุ์ของช้างที่ประกอบด้วยหลาย Species และ
ถือว่าเล็กที่สุด ส่วนที่ใหญที่สุดนั้น นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามีขนาดพอๆ กับช้างอาฟริกาในปัจจุบัน



ลักษณะเด่นของไดโนเทอเรสคือมีงาที่งอกออกมาจากขากรรไกรล่างโค้งเข้าหาหน้าอกตัวเอง และมีชีวิตอยู่บนโลกตั้ง ๒๐ ล้านปีครับ พบในยุโรปและเอเชียอีกต่างหาก

๒. มาสโตดอนชนิดขากรรไกรยาว (Long-jawes Mastodon) มีลักษณะเด่นๆ คือ
มีขากรรไกรล่างยื่นออกมายาวมากและมีงาแบนๆ ออกมา ๑ คู่ ส่วนขากรรไกรบนก็ยาวเช่นกันและยังมีงาอีกคู่หนึ่งงอกออมาด้วยแต่ว่ายาวกว่างาคู่ล่าง รวมแล้วมันมีงาทั้งหมด ๒ คู่ ๔ งา นั่นเอง ส่วนงวงของช้างชนิดนี้จะค่อนข้างสั้น มันมีชีวิตอยู่ตั้งแต่ต้นสมัยไมโอซีนมาจนกระทั่งไพลโอซีนหรือเมื่อหนึ่งล้านปีที่แล้ว

๓. มาสโตดอนชนิดขากรรไกรสั้น (Short-jawes Mastodon) หรือมาสโตดอนแท้
(family Masyonidae) เป็นลักษณะใกล้เคียงกับช้างปัจจุบันมาก ซึ่งบรรพบุรุษของช้างพวกนี้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ ๔๐ ล้านปีก่อน และแตกหน่อสืบพันธุ์วิวัฒนาการเป็นเอกเทศอยู่ในช่วงเดียวกับพวกขากรรไกรยาวข้างบน
ช้างแท้หรือช้างปัจจุบันก็เป็นสายพันธุ์ที่วิวัฒนาการมาจากชนิดนี้ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์
ได้ชี้ความแตกต่างของช้างโบราณกับช้างปัจจุบันโดยอาศัย "ฟัน" เป็นหลัก และต้น
ตระกูลของช้างปัจจุบันก็คือพวก "สเตโกดอน" (Stegodont) ที่แปลว่า "ฟันหลังคา"
เนื่องจากฟันของช้างสกุลนี้มีลักษณะหน้าตัดคล้ายกระเบื้องมุงหลังคา








รูปแบบการแสดงของงานช้าง

ถ้าหากท่านสนใจที่จะชมโขลงช้างบ้านนับร้อยเชือก...ต้องการดูวิธีการเซ่นผีปะกำซึ่งเป็น
กรรมวิธีเก่าแก่ที่สืบทอดจากบรรพบุรุษชาวกูยนานนับศตวรรษ...ต้องการชมประเพณีและ
วิถีความเป็นอยู่ของชาวกูย ท่านไม่ผิดหวังแน่นอนหากได้แวะมาเที่ยวจังหวัดสุรินทร์ใน
ช่วงเทศกาล “งานแสดงของช้างจังหวัดสุรินทร์”

เทศกาลงานช้างของจังหวัดสุรินทร์ในปัจจุบัน ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ทันสมัยขึ้น เพื่อ
สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวที่หลั่งมาจากทั่วทุกสารทิศ ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ยังคงผูกเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ไว้ โดยในการแสดงนั้นได้จัดแสดงถึงความ
สัมพันธ์ของคนกับช้างไว้เป็นฉากๆ ดังนี้





จ่าโขลง




เป็นฉากที่แสดงให้เห็นถึงโขลงช้างขนาดใหญ่ โดยการนำช้างที่มาร่วมในงานแสดงเกือบ
ทั้งหมดเดินพาเหรดเข้าสู่สนาม และแสดงถึงความเป็นอยู่ตามธรรมชาติของช้างที่จะต้องมี
ผู้นำคือจ่าโขลงท่านที่ไม่เคยเห็นช้างนับร้อยเชือก ก็จะได้เห็นในงานนี้นี่แหละจะเรียกได้
ว่าเป็นโขลงช้างเอเชียที่มีช้างมากที่สุดก็ว่าได้


กูย หรือ กวย


ท่านจะเห็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของของชาวกูยเลี้ยงช้าง และในฉากนี้จะเป็นการจำลองวิธี
การเซ่นผีปะกำก่อนที่จะออกไปคล้องช้างในป่าซึ่งในงานนี้ได้เชิญหมอเฒ่าหรือปะกำหลวง
ตัวจริง ผู้ที่เคยจับช้างป่าในป่ามาแล้ว มาแสดงให้เราๆ ท่านๆ ได้ชมกัน (รายละเอียด)



จากป่า...สู่บ้าน


ฉากนี้เป็นการจำลองวิธีวิธีการคล้องช้าง หรือการโพนช้างในปา และเมื่อได้ช้างป่ามาแล้ว
ก็เป็นการฝึกช้างในรูปแบบต่างๆ ซึ่งสามารถเรียกเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และการคอยลุ้นเอา
ใจช่วยในการไล่คล้องช้าง...



ประเพณีของชาวสุรินทร์



การแสดงประเพณีและวัฒนธรรมของชาวสุรินทร์ให้ได้ชมกัน เช่น การแสดงเรือมอันเร
การเซิ้งบั้งไฟ ประเพณีสงกรานต์ งานแห่พระ และแสดงให้เห็นถึงการใช้ช้างในงาน
ประเพณีต่างๆ ด้วย




บวชนาคและฉลองพระใหม่





แสดงให้เห็นถึงขบวนแห่นาคของชาวสุรินทร์ที่ประกอบด้วยคนและช้าง อีกทั้งการละเล่น
ต่างๆ ในขบวน และในการฉลองพระใหม่ก็จะมีการจัดให้ช้างแช่งขันกีฬา เช่น ช้างวิ่งเร็ว
ช้างเตะฟุตบอล ฯลฯ เป็นฉากที่ตื่นตาและเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมรอบสนาม





พระบารมีปกเกล้า


ฉากนี้เป็นการจัดริ้วขบวนขบวนพยุหยาตราทัพอันเป็นแสนยานุภาพของพระมหากษัตริย์
ที่จะทรงปกป้องบ้านมืองให้อยู่เย็นเป็นสุข โดยมีช้างเป็นกำลังสำคัญในฉากนี้ถือว่าเป็นฉาก
ที่สวยงามและหาชมได้ยากในปัจจุบัน



อำลาอาลัย








เป็นฉากที่ผู้แสดงและช้างทั้งหมดออกมาร่ำลากับท่านผู้ชม รวมทั้งการร่วมถ่ายภาพเป็น
ที่ระลึกว่าครั้งหนึ่งในชีวิต ได้เคยมาพบกับความยิ่งใหญ่ของช้างเมืองสุรินทร์ และถือได้ว่า
เป็นฉากที่น่าประทับอีกฉากหนึ่งที่ยากแก่การลบเลือนไปจากความทรงจำ


**หากท่านต้องการมาชมงานแสดงของช้างสามารถมาชมได้ในสัปดาห์ที่ ๓ ของเดือนพฤศจิกายน
ของทุกปี นอกจากนี้ ที่หมู่บ้านช้าง บ้านตากลาง อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ยังมีการจัดแสดง
ย่อยๆ ในทุกๆ สุดสัปดาห์อีกด้วย อันเป็นอีกหนทางหนึ่งในการสร้างรายได้ให้กับชาวกูยเพื่อ
ไม่ให้เกิดปัญหาช้างเร่ร่อนอีกต่อไป